Kruthailand.net: สื่อสร้างสรรค์ของครูไทย
หน้าแรก · บทความ · ดาวน์โหลด · กระดานข่าว · สมุดเยี่ยม28/01/2012 21:37:39
นวัตกรรมใหม่แห่งการติว


WIN-WIN Team

ประสบความสำเร็จแล้ว..
บทความล่าสุด
วิทยะฐานะที่เอื้อต่อ...
อะไรที่ท่านคิดว่าการ...
ผู้ใช้งานตอนนี้
บุคคลทั่วไป: 2
ไม่มีสมาชิกออนไลน์

จำนวนสมาชิก: 609
สมาชิกคนล่าสุด: suganya
กระดานข่าว
กระทู้ใหม่
ประเมินโครงการฝึกอาช...
เผยแพร่ผลงานทางวิชาก...
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
เผยแพร่ ผลงานวิชาการ
เผยแพร่นวัตกรรม เรื่...
ยอดนิยม
ความภาคภูมิใจของเ... [52]
Update..รอบรู้ พลวัต [25]
เผยแพร่ ผลงานวิชาการ [16]
รายชื่อผู้สำรองที... [12]
พบปะพูดคุยคนกันเอ... [12]
สถิติเว็บไซต์
เพื่อนบ้าน







Google Adsense
ร้านหนังสือWIN-WINที่นี่..
ร้านเมืองช้างสุรินทร์
ร้านดอกหญ้า บุรีรัมย์
ร้านศึกษาภัณฑ์มหาสารคาม
ร้านสกสค.อุตรดิตถ์
ร้านนราบุ๊ค จ.น่าน
ร้านศึกษาภัณฑ์ กาฬสินธุ์
ร้านคลังพลาซ่า โคราช
ศึกษาภัณฑ์ ขอนแก่น
ติวออนไลน์
Social Network
พรชัย นาชัยเวียง

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง
ยินดีต้อนรับ
พื้นที่ปกติ พื้นที่พิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้

ปฎิทินการสอบผู้บริหารสถานศึกษา ปี 2555
ศธ 04009/ว322

ประกาศ 23 ม.ค.55
รับสมัคร 31 ม.ค.-6 ก.พ.55

26 ก.พ. สอบ

ยืนยันจัดติวทุกจุด ตามโปรแกรมไม่เปลี่ยนแปลงครับ












1. นางสาว ปุญนิศา เเสงอัคคี 409301729 2. กรชนก เลิสรุ่งเรืองชัย 409301732 3.อัมพร เพชรโชติ 409301746 4.พีรวัส นาคประสงค์ 409301750 5. ธนพันธ์ อนันเพชร 409301763 ส่งวันที่ 10 ส.ค.1. ดร.นครชัย โพธิ์ขาว เลข 4093-0202-1 2. นาย นิรุตต์ ดำรี เลข 4093-0203-5 3. นาย สุขสันต์ บัวสาย เลข 4093-0204-9 4. นายถนัด ม่วงมณี เลข 4093-0205-2 5. คุณ นิตยนันท์ ยิ่งยงยุทธ เลข 4093-0206-6 6. นาย สมเพชร ลาบัวใหญ่ เลข 4093-0207-0 7. นาง กมลวรรณ สังข์สิงห์ เลข 4093-0208-3 8. น.ส. รุจิราภา ศรีสุวรรณ เลข 4093-0215-4 9. นาย มารุต เสลาคุณ เลข 4093-0216-8 10. นาง สุวิมล สอนโกษา เลข 4093-0217-1 11. นาง อารีย์ คนซื่อ เลข 4093-0218-5 12.น.ส. กลุฑรี พิกุลเเกม เลข 4093-0219-9 13. คุณ อุษา พันคีรี เลข 4093-0220-8 14. คุณ ระพิน บุญเป็ง เลข 4093-0221-1 15. นาย ชริก สง่าทอง เลข 4093-0222-5 ส่งหนังสือ 11 ส.ค.2554 1. นาย สัญญา สิทธิเสนา EI 4093-0258-2 TH 2. คุณ ภารดี คำมา EI 4093-0259-6 TH 3. นาย ทรงศักดิ์ พรหมธิดา EI 4093-0260-5 TH 4. นาย ธีรวัช อุดคำมี EI 4093-0261-9 TH 5. คุณ ดวงพร วงศ์ดาว EI 4093-0262-2 TH ส่ง 15 ส.ค. 1. นาย นิพิฐพนธ์ ทัพพ์ชัยศิริ EI 4093-0286-5 TH 2. นายรัชวุฒิ โนเขื่อน EI 4093-0287-4 TH 3. คุณ รวยโชค นวลสนอง EI 4093-0288-8 TH ส่งหนังสือ 16 ส.ค.2554 1. นาย อภัย ภัยมณี EI 4092-9906-1 TH 2. นาย โกสินทร์ เฮียงราช EI 4092-9907-5 TH 3. นาย ไพฑูรย์ อยู่เกตุ EI 4092-9908-9 TH ส่ง 17 ส.ค. 1. นาย โชคชัย เเร่นาค EI 4093-0820-5 TH 2. นาง วันดี EI 4093-0821-4 TH ส่ง 22 ส.ค.2554 1. คุณ เนติกานต์ พัทบุรี EI 4093-0973-6 TH 2. นาย สุวัฒน์ สุพรรณไพ EI 4093-0974-0 TH 3. นาย นพพร ชามา EI 4093-0975-3 TH 4. คุณ ละออ กองรส EI 4093-0976-7 TH 30 ส.ค.2554 1. นาย สุขสรรค์ มะโนขัน EI 4093-1705-7 TH 2. นาย บุญสม ปัญญาเหลือ EI 4093-1704-3 TH
พรชัย นาชัยเวียง | สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง
กระทู้เคลื่อนใหวล่าสุด
กระทู้ ตอบ ตอบล่าสุด
ประเมินโครงการฝึกอาชีพตามแน... 0 suganya 28-01-2012 16:05
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ : รา... 0 renu-koponrat 05-01-2012 07:39
เผยแพร่ผลงานวิชาการ 0 kruorawan 02-01-2012 19:27
เผยแพร่ ผลงานวิชาการ 16 poo2040 13-12-2011 15:23
เผยแพร่นวัตกรรม เรื่อง plac... 0 wantanee 29-11-2011 21:47
ทดลองก่อนเผยแพร่ผลงาน 0 Artitaya Painkarn 09-11-2011 15:01
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการการปร... 1 nokwalapa 29-10-2011 17:09
รายงานผลการใช้ชุดการสอนแบบศ... 0 stprayamon 26-10-2011 15:47
ขอเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ นิ... 0 planiho 25-10-2011 17:17
เผยแพร่รายงานการใช้แบบฝึก 1 zinsri 21-10-2011 20:55
ขออนุญาตเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ 0 kannika 21-10-2011 17:37
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะกา... 0 jaw 20-10-2011 12:37
ไม่มีหัวข้อ 0 misaki 20-10-2011 11:52
เผยแพร่ผลงานวิชาการ นางธราภ... 0 Taraporn Promkhot 18-10-2011 14:16
รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะกา... 0 jaw 18-10-2011 10:59
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมแนะ... 0 kesinee 14-10-2011 11:44
เผยแพร่ผลงานของ(ผอ.ทักษิณ ... 3 thaksin 14-10-2011 01:48
การพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะการ... 0 misaki 10-10-2011 16:52
รายงานการพัฒนาแบบฝึกหัดเสริ... 0 krujoob 09-10-2011 12:07
เผยแพร่ผลงานบทเรียนออนไลน์ ... 0 pensricri 05-10-2011 21:57
นโยบาย รมว.ศธ.คนใหม่

admin เมื่อ มกราคม 25 2012 22:37:39 0คำติ-ชม · 10 อ่านแล้ว · ปริ้นท์
ผลประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕
ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๑๑/๒๕๕๕
ผลประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยมีนางบุญรื่น ศรีธเรศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บริหารองค์กรหลัก องค์การมหาชน และองค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมการประชุม โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้

ให้ ๕ องค์กรหลัก + ๗ องค์กรในกำกับ ร่วมประชุมผู้บริหารองค์กรหลัก

รมว.ศธ.กล่าวว่า ในการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักตั้งแต่ครั้งนี้เป็นต้นไป ได้ขอให้ผู้บริหาร ๕ องค์กรหลัก และ ๗ องค์กรในกำกับ คือ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ฯ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ. และตัวแทนจากมหาวิทยาลัย รวมทั้งตัวแทนจากบอร์ดต่างๆ เข้าร่วมประชุมพร้อมกันด้วย เพื่อให้ทิศทางขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายเป็นไปด้วยความเข้าใจถูกต้องตรงกัน


ให้รณรงค์ทำความเข้าใจเรื่องหลักสูตรการมีงานทำ

รมว.ศธ.ได้ฝากให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รณรงค์ทำความเข้าใจเรื่องหลักสูตรมัธยมศึกษาเชิงปฏิบัติการ เพราะยังมีหลายคนเข้าใจว่าเป็นหลักสูตรสายอาชีพเช่นเดียวกับหลักสูตรอาชีวศึกษา ทั้งนี้การจัดทำหลักสูตรเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจต่อสังคม ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่าหลักสูตรเดิมมีการแบ่งเพียงสายวิทยาศาสตร์ และสายศิลปศาสตร์/ภาษา ที่มุ่งเน้นให้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่หลักสูตรใหม่จะพัฒนานักเรียนตามศักยภาพและความถนัด โดยเพิ่มเติมสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิชาชีพ สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่และตัวนักเรียน เป็นการทำหลักสูตรให้ง่ายขึ้นสำหรับเด็ก โดยดึงส่วนที่ไม่จำเป็นสำหรับเด็กออก แบ่งเป็น ๒ สาย คือ ๑) การเตรียมความพร้อมเพื่อการประกอบอาชีพ ซึ่งจบออกมาแล้วสามารถประกอบอาชีพได้ทันที ๒) การเตรียมความพร้อมเพื่อความเป็นเลิศด้านวิชาชีพ ซึ่งสามารถเรียนต่อในสาขาวิชาตามความถนัดได้

ทั้งนี้หลักสูตรดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับนโยบาย "กองทุนตั้งตัวได้" ที่จะมีการตั้งคณะทำงานพิจารณาเพื่อให้รู้ว่าในแต่ละพื้นที่จะมีผลผลิตอะไรออกมาได้บ้าง ซึ่งสถานศึกษาจะต้องมีวิสาหกิจในสถานศึกษาของตนเอง ถือเป็นการจัดการเรียนการสอนทั้งระบบที่เน้นให้เป็น "หลักสูตรการมีงานทำ"

เตรียมประกาศแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาเพื่อความยั่งยืน ๒๕๕๕ ต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

ศธ.จะประกาศ "แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาเพื่อความยั่งยืน ๒๕๕๕" ในวันที่ ๑-๒ กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจะเชิญนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมทั้งขอให้มีเรื่องข้อมูลของหลักสูตร ๗ กลุ่มอาชีพที่จะประกาศใช้ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยดำเนินการร่ีวมกับ สพฐ. พร้อมทั้งขอให้กลุ่มงานวิจัยประสานกับนักวิจัยมาเปิดแสดงด้วย ทั้งยังกำชับด้วยว่ามหาวิทยาลัยควรให้ความสำคัญกับหลักสูตรการมีงานทำของนักเรียน เพราะจะเป็นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ ศธ.

การเพิ่มเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศเป็น ๒๖๘ เขต

รมว.ศธ.กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบตามข้อเสนอแนะเชิงนโยบายความเหมาะสมและรูปแบบการบริหารจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่ง สพฐ.ได้เสนอว่า ได้รับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย รูปแบบการบริหารจัดการเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว พบว่าเห็นควรเพิ่มเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศเป็น ๒๖๘ เขต แยกเป็นเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ๘๒ เขต (รวม ๗๗ จังหวัดๆ ละ ๑ เขต ยกเว้นกรุงเทพฯ นครราชสีมา อุบลราชธานี เชียงใหม่ และนครศรีธรรมราช มีจังหวัดละ ๒ เขต) และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ๑๘๖ เขต หลังจากนี้ สพฐ.จะนำเสนอสภาการศึกษาเพื่อพิจารณาประกาศปรับปรุงการกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาใหม่ ภายในเดือนมกราคมนี้

ย้ำให้ประสาน ๘ หน่วยงานในการจัดทำแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ

จากการที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ศธ.เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ๘ กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการจัดทำแผนการดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยกว่า ๕ ล้านคน ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องในแต่ละช่วงอายุ โดย รมว.ศธ.ได้ย้ำในที่ประชุมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ เพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พิจารณาได้ในเดือนมีนาคม ๒๕๕๕

ศธ.ออกประกาศแนวทางการดำเนินงานสำหรับ "พ.ศ.๒๕๕๕ ปีแห่งการพูดภาษาอังกฤษ"

เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ รมว.ศธ.ได้ลงนามในประกาศนโยบายและแนวทางการดำเนินงานสำหรับ "พ.ศ.๒๕๕๕ ปีแห่งการพูดภาษาอังกฤษ" (English-Speaking Year 2012) โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ๕ ข้อคือ

๑. ส่งเสริมให้สถานศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการกำหนดวันภาษาอังกฤษ สัปดาห์ละ ๑ วัน เพื่อใช้เป็นวันที่จัดกิจกรรมภาษาอังกฤษ เช่น จัดมุมภาษาอังกฤษ หรือ English Speaking Zone ภาษาอังกฤษวันละคำ การประกวดแข่งขันพูดภาษาอังกฤษ การจัดค่ายภาษาอังกฤษ เป็นต้น

๒. ส่งเสริมให้สถานศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ จัดทำสื่อ และเผยแพร่ความรู้ภาษาอังกฤษที่มีความหลากหลายให้แก่ประชาชนให้มากขึ้น เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร แผ่นพับต่างๆ ตลอดจนสนับสนุนให้มีการจัดรายการภาคภาษาอังกฤษ เพื่อให้บุคลากรได้รับโอกาสในการพัฒนาภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง ผ่านสื่อโทรคมนาคมต่างๆ เช่น สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา (ETV) สถานีวิทยุของสถานศึกษาต่างๆ เช่น R-radio สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น

๓. ส่งเสริมการจัดอบรมเพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน ครู คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา โดยจะร่วมมือกับสถาบันทางภาษาและหน่วยงานต่างๆ ในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมภาษาอังกฤษสำหรับครู อาจารย์ การประชุมทางวิชาการ เป็นต้น

๔. ส่งเสริมให้สถานทูต องค์กรระหว่างประเทศ สมาคมโรงเรียนนานาชาติ และหน่วยงานต่างๆ มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เช่น การจัดโครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง การจัดค่ายเยาวชนภาษาอังกฤษ เป็นต้น

๕. ส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของประชาชน โดยกระทรวงศึกษาธิการจะผนึกความร่วมมือกับสถานทูตและองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนเครือข่ายที่มีอยู่ เช่น โรงเรียนนานาชาติ สถาบันสอนภาษาต่างประเทศ เพื่อจัดสรรทุนการศึกษา/ฝึกอบรมให้แก่นักเรียน ครู คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา ฯลฯ เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาความรู้ภาษาอังกฤษ รวมถึงการจัดโครงการ/กิจกรรมเพื่อเสริมสร้างโอกาสการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในส่วนของ ศธ.ได้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวเช่นกัน โดยในการประชุมครั้งนี้ ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัด ศธ.ได้รายงานสรุปผลการประชุมกระทรวงศึกษาธิการครั้งที่ผ่านมาเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมทั้งจัดทำเป็นรายงานการประชุม (Summary of the Meeting) เป็นเอกสารภาษาอังกฤษเช่นกันด้วย

บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน



ขอบคุณ : ข่าวจากสำนักงานรัฐมนตรี

admin เมื่อ มกราคม 13 2012 08:16:43 อ่านต่อ · 0คำติ-ชม · 46 อ่านแล้ว · ปริ้นท์
ประกาศแล้ว กฎกระทรวงสิทธิจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน รู้จักครูภูมิปัญญา
ประกาศแล้ว กฎกระทรวงสิทธิจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานใน
ศูนย์การเรียน รู้จักครูภูมิปัญญา(9ม.ค.55)

มติชนออนไลน์ รายงานว่า วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่
กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิของบุคคลในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน
พ.ศ. ๒๕๕๔

เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้บุคคลมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามที่
ก าหนด ในกฎกระทรวง เพื่อให้บุคคลซึ่งมีความประสงค์และมีความพร้อมเข้ามาช่วยเหลือรัฐใน
การจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยรัฐ
จะส่งเสริมและสนับสนุน การจัดการศึกษาอันจะท าให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่า
เทียมกับการศึกษาในรูปแบบอื่นสมควรก าหนดให้บุคคลมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานใน
ศูนย์การเรียน จึงจ าเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้



ข้อ ๑ ในกฎกระทรวงนี้


“ศูนย์การเรียน” หมายความว่า สถานที่เรียนที่บุคคลจัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
โดยไม่แสวงหาก าไรตามกฎกระทรวงนี้


“ครูภูมิปัญญา” หมายความว่า ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านหนึ่งด้านใดซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์และสืบสาน
ภูมิปัญญาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับของสังคมและชุมชน


“บุคลากรทางการศึกษาของศูนย์การเรียน” หมายความว่า ผู้จัดการศึกษา ผู้บริหารศูนย์การ
เรียนรวมทั้งผู้สนับสนุนการศึกษาซึ่งท าหน้าที่ให้บริการหรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัด
กระบวนการเรียนการสอนการนิเทศ และการบริหารการศึกษาของศูนย์การเรียน


“ผู้จัดการศึกษา” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับอนุญาตจากส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้
จัดตั้งศูนย์การเรียน


“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาที่ศูนย์การเรียนตั้งอยู่


“ส านักงาน” หมายความว่า ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ศูนย์การเรียนตั้งอยู่




ข้อ ๒ บุคคลอาจจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบการศึกษานอกระบบ หรือการศึกษาตามอัธยาศัย โดยจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนส าหรับผู้ซึ่งขาดโอกาสในการเข้าศึกษาในระบบโรงเรียน
ปกติ ทั้งนี้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และสนองตอบวัตถุประสงค์ของศูนย์การเรียนนั้น




ข้อ ๓ ผู้มีสิทธิจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบศูนย์การเรียนต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยซึ่งไม่เป็น
ผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี และต้องเป็นบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ อย่าง
หนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้


(๑) ผู้ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์และมีวุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า


(๒) ผู้ซึ่งได้รับการประกาศยกย่องเป็นครูภูมิปัญญาจากหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอื่นตามที่
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด หรือ


(๓) บุคคลอื่นนอกเหนือจาก (๑) และ (๒) ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ
ในการจัดการศึกษา


ข้อ ๔ ผู้มีสิทธิจัดการศึกษาผู้ใดประสงค์จะจัดตั้งศูนย์การเรียน ให้ยื่นค าขอเป็นหนังสือ ต่อ
ส านักงานพร้อมทั้งแนบหลักฐานแสดงการเป็นผู้มีคุณสมบัติตามข้อ ๓ และแผนการจัด
การศึกษาของศูนย์การเรียนที่บุคคลนั้นได้ร่วมจัดท ากับส านักงานหรือสถานศึกษาที่ส านักงาน
มอบหมายแผนการจัดการศึกษาตามวรรคหนึ่งต้องมีรายการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้


(๑) ชื่อศูนย์การเรียน
(๒) วัตถุประสงค์ของศูนย์การเรียน
(๓) ที่ตั้งศูนย์การเรียน
(๔) รูปแบบการจัดการศึกษา
(๕) ระดับการศึกษาที่จัดในกรณีที่เป็นการจัดการศึกษานอกระบบ
(๖) หลักสูตรหรือลักษณะกิจกรรมการเรียนการสอน
(๗) ระบบประกันคุณภาพภายใน
(๘) รายชื่อและคุณสมบัติของบุคลากรทางการศึกษาของศูนย์การเรียน
(๙) ข้อกำหนดเกี่ยวกับคณะกรรมการศูนย์การเรียน



ข้อ ๕ ในการพิจารณาค าขออนุญาตจัดตั้งศูนย์การเรียน ให้ด าเนินการ ดังต่อไปนี้
(๑) ศูนย์การเรียนที่มีผู้เรียนจ านวนไม่เกินห้าสิบคน ให้ส านักงานเป็นผู้พิจารณาอนุญาต
(๒) ศูนย์การเรียนที่มีผู้เรีำหนึ่งร้อยคน ให้สำนักงานเสนอให้คณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้พิจารณาอนุญาต

ในกรณีการขออนุญาตจัดตั้งศูนย์การเรียนที่มีผู้เรียนจำนวนเกินกว่าห้าสิบคน รายการในแผนการ
จัดการศึกษาตามข้อ ๔ (๓) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานประกาศก าหนดให้น าหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งศูนย์การเรียนตามวรรค
หนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับกับการพิจารณาค าขออนุญาตเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนการจัด
การศึกษาที่ได้รับอนุญาตแล้วโดยอนุโลม




ข้อ ๖ ข้อกำหนดเกี่ยวกับคณะกรรมการศูนย์การเรียนตามข้อ ๔ (๙) อย่างน้อยต้องก าหนดให้
คณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยผู้จัดการศึกษาหรือผู้แทน ผู้แทนผู้ปกครองของผู้เรียน และ
ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งสำนักงานแต่งตั้ง
ในกรณีที่ศูนย์การเรียนใดไม่อาจมีผู้แทนผู้ปกครองของผู้เรียน ให้คณะกรรมการแต่งตั้งผู้แทน
ชุมชนที่ศูนย์การเรียนตั้งอยู่เป็นกรรมการแทนได้



ข้อ ๗ ให้คณะกรรมการศูนย์การเรียนทำาหน้าที่กำหนดนโยบายการบริหารและการจัดการศึกษา
ของศูนย์การเรียนให้เหมาะสมกับสภาพการจัดการศึกษาของผู้จัดการศึกษาและสอดคล้องกับ
นโยบายการศึกษา รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน กำกับ และดูแลระบบการประกันคุณภาพภายใน
เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา


ข้อ ๘ ผู้เรียนในศูนย์การเรียนต้องมีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประกาศ
กำหนด


ข้อ ๙ ให้ศูนย์การเรียนดำเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามหลักเกณฑ์และ
วิธีการวัดผลและประเมินผลของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานในแต่ละปี แล้วจัดทำรายงานการ
วัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนดังกล่าว รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนและสภาพ
ปัญหาที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้สำนักงานทราบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง




ข้อ ๑๐ ให้สำนักงานจัดให้มีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในช่วงชั้นตาม
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งในกรณีที่ผู้เรียนไม่ผ่านการวัดผลและ
ประเมินผลตามวรรคหนึ่ง ให้ส านักงานแจ้งให้ศูนย์
การเรียนจัดให้มีการเรียนซ่อมเสริมแก่ผู้เรียนนั้น รวมทั้งจัดให้มีการวัดผลและประเมินผลใหม่
ตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่สำนักงานกำหนด



ข้อ ๑๑ ให้ส านักงานออกหลักฐานการศึกษาแก่ผู้เรียนหรือผู้ส าเร็จการศึกษาจากศูนย์การเรียน
ว่าได้ศึกษาหรือสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการตาม
ข้อ ๑๐


ข้อ ๑๒ ศูนย์การเรียนอาจได้รับสิทธิประโยชน์ด้านเงินอุดหนุนจากรัฐ องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น หรือองค์กรเอกชนสำหรับการจัดการศึกษาได้



ข้อ ๑๓ ส านักงานมีหน้าที่ให้คำปรึกษา คำแนะนำ และความรู้ ส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการ
ด้านการบริหาร ด้านการจัดการศึกษา และด้านอื่นแก่ผู้จัดการศึกษา รวมทั้งให้การพัฒนาทักษะ
ความรู้ความสามารถแก่บุคลากรทางการศึกษาของศูนย์การเรียน ตลอดจนดำเนินการเทียบโอน
ผลการเรียนแก่ผู้เรียนในศูนย์การเรียนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการเทียบโอนผล
การเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน



ข้อ ๑๔ ศูนย์การเรียนเลิกด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) ผู้จัดการศึกษาตาย
(๒) ส านักงานอนุญาตให้เลิกตามคำขอของผู้จัดการศึกษา
(๓) ส านักงานมีค าสั่งให้เลิกเพราะเหตุที่ศูนย์การเรียนหยุดด า เนินการเกินกว่าหนึ่งปีโดยไม่มี
เหตุอันสมควร หรือการด าเนินการของศูนย์การเรียนขัดต่อวัตถุประสงค์ของศูนย์การเรียนขัดต่อ
กฎหมาย เป็นภัยต่อเศรษฐกิจหรือความมั่นคงของประเทศ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือ
ศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือผู้จัดการศึกษาขาดคุณสมบัติตามข้อ ๓ เมื่อมีการเลิกศูนย์การ
เรียนตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ส านักงานแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้จัดการศึกษาทราบภายในสามสิบวัน
และให้ผู้จัดการศึกษารวบรวมหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของศูนย์การเรียนนั้น
มอบให้แก่ส านักงาน
ในกรณีศูนย์การเรียนเลิกด้วยเหตุผู้จัดการศึกษาตาย ให้บุคลากรทางการศึกษาของศูนย์การ
เรียนรวบรวมหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของศูนย์การเรียนนั้นมอบให้แก่
ส านักงาน



ข้อ ๑๕ การเลิกศูนย์การเรียน ให้ผู้จัดการศึกษาร่วมกับส านักงานจัดหาศูนย์การเรียนอื่นให้แก่
ผู้เรียน แต่ไม่ตัดสิทธิผู้เรียนที่จะสมัครเข้าเรียนในสถานศึกษาอื่น



ข้อ ๑๖ ให้ส านักงานเรียกคืนเงินอุดหนุนหรือเงินช่วยเหลือต่าง ๆ จากรัฐที่ยังเหลืออยู่ใน รอบปี
จากศูนย์การเรียนที่เลิกตามข้อ ๑๔ เพื่อน าส่งเป็นรายได้แผ่นดิน



ข้อ ๑๗ บุคคลใดเคยเป็นผู้จัดการศึกษาของศูนย์การเรียนที่ส านักงานมีค าสั่งให้เลิกศูนย์การ
เรียน ตามข้อ ๑๔ (๓) จะขอจัดตั้งศูนย์การเรียนอีกมิได้

ที่มา มติชนออนไลน์ วันที่ 08 มกราคม พ.ศ. 2555

admin เมื่อ มกราคม 10 2012 03:25:24 0คำติ-ชม · 46 อ่านแล้ว · ปริ้นท์
การพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ
ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๓/๒๕๕๕

ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล - นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๕ โดยมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ เลขาธิการสภาการศึกษา เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งผลการประชุมสรุปสาระสำคัญดังนี้



๑) พัฒนาการด้านสมองและการเรียนรู้ ต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุดในชีวิต

๒) เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการพัฒนาเด็กปฐมวัย

๓) เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม

๔) สร้างฐานรากของชีวิต (Foundation/Building Blocks)

๕) เป็นช่วงวัยที่ต้องการการปลูกฝัง บ่มเพาะเป็นพิเศษ


ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะเร่งรัดเพื่อให้เด็กปฐมวัย (ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเข้าประถมศึกษาปีที่ ๑) ทุกคนได้รับการพัฒนารอบด้านตามวัยอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ๘ กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการจัดทำแผนการดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยในด้านต่างๆ ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องในแต่ละช่วงอายุ เช่น เรื่องอาหารเสริมทางสมอง นมแม่ ไอโอดีน การปลูกฝังค่านิยมต่างๆ ให้กับเด็กปฐมวัย (อายุ ๐-๖ ปี) เป็นต้น โดย ศธ.จะกลับไปรวบรวมรายละเอียดและประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผน ก่อนทำการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อนำข้อสรุปเสนอที่ประชุมพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง โดยคาดว่าจะจัดทำแผนแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ก่อนเสนอที่ประชุมพิจารณาประมาณต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๕

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ให้ความสำคัญเรื่องรักความเป็นไทย เช่น การนอบน้อม ขนบธรรมเนียม การมีวินัย มารยาท โดยจะต้องมีการสอนตั้งแต่เด็ก เพราะพัฒนาการทางสมองของเด็กตั้งแต่แรกเกิดนั้นรวดเร็วมาก ฉะนั้นการพัฒนาด้านสมองและการพัฒนาด้านสุขภาพเด็กตั้งแต่แรกเกิดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เด็กมีวินัยในตนเอง มีคุณธรรมและจริยธรรมเมื่อเติบโตขึ้น โดยผลการวิจัยทางการแพทย์ต่างประเทศ พบว่าการลงทุนกับเด็กเพียง ๑ บาท จะได้กำไรคืนมา ๑๘ บาท หรือเท่ากับ ๑:๑๘ อันหมายความถึงการลดค่าใช้จ่ายในเรื่องเด็กถูกคุมขัง เสพสิ่งเสพติด ค่าใช้จ่ายทางกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการลดภาระของรัฐเป็นอย่างมากด้วย

นวรัตน์ รามสูต บัลลังก์ โรหิตเสถียร สรุป/รายงาน

ขอบคุณที่มา : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี



admin เมื่อ มกราคม 07 2012 23:32:19 · ปริ้นท์
เตรียมตัวให้พร้อม...ใกล้สอบแล้ว
ปฎิทินการสอบผู้บริหารสถานศึกษา ปี 2555
ประกาศ 23 ม.ค.55
รับสมัคร 31 ม.ค.-6 ก.พ.55

26 ก.พ. สอบ


หลักสูตรการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

รองผู้อำนวยการและผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา

สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี 2555


.................................................

ภาค ก การสอบข้อเขียน (คะแนนเต็ม 200 คะแนน)

สมรรถนะทางการบริหาร ความรู้ทั่วไป และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะดำเนินการสอบในหัวข้อดังต่อไปนี้

1. สมรรถนะทางการบริหาร (คะแนนเต็ม 50 คะแนน)

1.1 การมุ่งผลสัมฤทธิ์

1.2 การบริการที่ดี

1.3 การพัฒนาตนเอง

1.4 การทำงานเป็นทีม

1.5 การวิเคราะห์และการสังเคราะห์

1.6 การสื่อสารและการจูงใจ

1.7 การพัฒนาศักยภาพบุคลากร

1.8 การมีวิสัยทัศน์

2. ความรู้ความสามารถด้านการบริหารงานในหน้าที่ (คะแนนเต็ม 50 คะแนน)

2.1 การบริหารและการจัดการศึกษา

2.2 การบริหารแผนและงบประมาณ

2.3 การบริหารงานบุคคล

2.4 การบริหารงานวิชาการ

2.5 การบริหารงานทั่วไป

3. ความรู้ทั่วไปและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน (คะแนนเต็ม 100 คะแนน)

3.1 ความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน (คะแนนเต็ม 50 คะแนน)

(1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

(2) กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ

(3) กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ

(4) กฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา

(5) กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

(6) กฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

(7) กฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

(8) กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการ

(9) กฎหมายว่าด้วยการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ

(10) กฎหมายว่าด้วยลูกเสือ

(11) กฎหมายว่าด้วยคุ้มครองเด็ก

(12) กฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

(13) กฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์

(14) กฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน

(15) ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2555

3.2 ความรู้ทั่วไป (คะแนนเต็ม 50 คะแนน)

(1) นโยบายรัฐบาล แผนการบริหารราชการแผ่นดิน และวาระแห่งชาติ

(2) แผนปฏิบัติราชการของกระทรวงศึกษาธิการ และส่วนราชการที่สังกัด

(3) สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศไทยในปัจจุบัน

(4) การบริหารยุคใหม่ และการบริหารการเปลี่ยนแปลง

(5) การพัฒนาระบบราชการ

(6) หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง



ภาค ข ความเหมาะสมกับตำแหน่ง (คะแนนเต็ม 200 คะแนน)

โดย อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการประเมินภาค ข.

1. การประเมินวิสัยทัศน์ แนวคิด วิธีการ และข้อเสนอในการพัฒนาสถานศึกษา

2. การสัมภาษณ์


หมายเหตุ

ผู้ที่ได้หนังสือรับรองการประเมินภาค ก ให้นำไปใช้สมัครเข้ารับการประเมินภาค ข ตามประกาศของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาได้ไม่เกิน 3 เขตพื้นที่การศึกษา

admin เมื่อ มกราคม 06 2012 16:09:02 1คำติ-ชม · 128 อ่านแล้ว · ปริ้นท์
สั่งสพท.ทบทวนคัดโรงเรียนเล็ก สพฐ.ตั้งเป้าพัฒนาคุณภาพ 7 พันแห่งเน้น 5 กลุ่ม



ลิงก์ผู้สนับสนุนนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำหนังสือถึงผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต (ผอ.สพท.) ยกเว้นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพฯ เขต 1 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 และเขต 2 ให้ทบทวนรายชื่อร.ร.ขนาดเล็กสู่ศูนย์การเรียนรู้คุณภาพ เนื่องจากสพฐ.ดำเนินการโครงการพัฒนาคุณภาพร.ร.สู่มาตรฐาน กิจกรรมการพัฒนาร.ร.ขนาดเล็กสู่ศูนย์การเรียนรู้คุณภาพปี 2553-2555 เพื่อพัฒนาร.ร.ขนาดเล็ก 7,000 แห่ง ใน 3 ปี

การดำเนินงานปีཱ-54 ที่ผ่านมา เป้าหมายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) บางแห่งคัดเลือกโรงเรียนไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์โครงการ เช่น เป็นร.ร.ที่มีนักเรียนน้อยมาก หรือตั้งอยู่ใกล้เคียง ดังนั้นเพื่อเตรียมการในปีงบประมาณ 2555 ตนจึงทำหนังสือให้สพท.ทบทวนและคัดเลือกร.ร.เป้าหมายในปีཱི ใหม่ เพื่อรองรับการสนับสนุนงบประมาณ พิจารณาจาก 5 กลุ่มเป้าหมายได้แก่

1.ร.ร.หลักของการมาเรียนรวม หรือร.ร.ขนาดเล็กสู่ศูนย์การเรียนรู้คุณภาพ ปี 54 จำนวน 1,000 โรง ดูจากร.ร.หลักของการเรียนรวมหรือบัญชีรายชื่อร.ร.ขนาดเล็กสู่ศูนย์การเรียนรู้คุณภาพเดิมที่จัดส่งให้สพฐ.ประจำปี และจำนวนร.ร.ที่กำหนดไว้ เรียงลำดับร.ร.ที่ควรพัฒนาก่อนและต้องไม่ซ้ำกับร.ร.ที่ได้รับงบฯ ปี-54 และต้องมีนักเรียน 80 คนขึ้นไป หรือร.ร.ขนาดเล็กที่เป็นเอกเทศ และมีร.ร.เล็กที่เป็นเครือข่ายรัศมี 5 กิโลเมตร

2.ร.ร.ขนาดเล็กที่สอนคละชั้น 1,000 โรง การขอรับการสนับสนุนต้องเป็นร.ร.ที่มีครูไม่ครบชั้น สอนคละชั้นจริง

3.ร.ร.ขนาดเล็กที่มีศักยภาพ 1 ร.ร. 1 อาชีพ 1,000 โรง สอนด้านอาชีพให้นักเรียนสร้างรายได้ ซึ่งจะเป็นร.ร.ขนาดเล็กศูนย์การเรียนคุณภาพหรือไม่ก็ได้

4.ร.ร.ขนาดเล็กที่ต้องดำรงอยู่ หรือที่อยู่ในพื้นที่พิเศษ ห่างไกล 1,000 โรง และ

5.การช่วยเหลือเพิ่มเติมร.ร.ขนาดเล็กสู่ศูนย์การเรียนรู้คุณภาพปี-54 จำนวน 1,000 โรง ต้องเป็นร.ร.เล็กสู่ศูนย์การเรียนรู้คุณภาพปี-54 และต้องผ่านการรับรองจาก สมศ. เรียงลำดับให้กระจายร.ร.ทุกอำเภอ ทั้งนี้ สพฐ.ให้สพท.คัดเลือกร.ร.ทั้ง 5 กลุ่มให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ก่อนจัดส่งข้อมูลภายในวันที่ 15 ม.ค.นี้



ที่มา ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 05 มกราคม พ.ศ. 2555


admin เมื่อ มกราคม 05 2012 23:36:13 0คำติ-ชม · 46 อ่านแล้ว · ปริ้นท์
นายกรัฐมนตรีแถลงมาตรการเชิงยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศ
(8/11/2011)
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงมาตรการเชิงยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศ พร้อมยืนยันรัฐบาลจะพยายามดำเนินการอย่างดีที่สุด เพื่อให้ประเทศก้าวสู่การเดินไปข้างหน้าคู่ขนานไปกับการแก้ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในครั้งนี้


วันนี้ (8พ.ย.54) เวลา 13.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานแถลงข่าวเรื่อง "มาตรการเชิงยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศ" โดยมี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลตำรวจเอก ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) และดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ร่วมแถลงข่าวและตอบข้อชักถามสื่อมวลชน ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล


นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยและการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ขณะนี้มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างรุนแรงและกว้างขวาง ประกอบกับเกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาพภูมิอากาศโลกในปัจจุบัน ดังนั้น นอกจากการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาโดยลำดับ โดยได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) เพื่อช่วยเหลือประชาชนและยังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้พื้นที่ประสบภัยบางส่วนของประเทศปัญหาได้บรรเทาลงบ้างแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจะต้องมีการฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว รวมทั้งประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมต่อการก้าวสู่การสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นความเชื่อถือ และสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงของประเทศกลับฟื้นคืนมาในระยะยาวอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ


รัฐบาลจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูประเทศ โดยแยกออกเป็น 3 ระยะคู่ขนานกันไป คือ
3 R ได้แก่ Rescue/ Restore/ Rebuild (กอบกู้/ซ่อม/สร้าง)ดังนี้
1) ระยะเฉพาะหน้า - จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1-2 เดือน คือการกู้ภัย (Rescue) โดยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม(ศปภ.) ขึ้นมาเพื่อดำเนินการรับเรื่องร้องทุกข์และแก้ไขปัญหาความต้องการ รับบริจาค ส่งมอบสิ่งของ ฯลฯ ให้แก่ผู้ประสบภัย ทำการรักษาพยาบาล ให้ที่พักพิงชั่วคราว ฯลฯ ดำเนินการจัดการเรื่องน้ำท่วม
2) ระยะสั้น - กำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี คือการซ่อม (Restore) เป็นการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูให้ระบบต่างๆ สามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้งหนึ่งโดยเร็ว รวมถึงการเยียวยา ให้เงินช่วยเหลือ เงินกู้ สิทธิประโยชน์ ต่างๆ ด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 230/2554 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการและกลไกการปฏิบัติงานฟื้นฟู เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) เป็นประธานคณะกรรมการร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการทำหน้าที่วางแนวทาง/ มาตรการ/ บูรณาการ/ ติดตามการดำเนินงานในภาพรวม และ
3) ระยะยาว - เป็นการดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นความเชื่อถือ และ สร้างความมั่งคั่งและมั่นคงของประเทศให้กลับคืนมาโดยการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 คณะ คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)


ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำงานในระยะยาวว่า เมื่อน้ำลดทุกภาคส่วนของประเทศต้องสามารถดำเนินการได้ในทันที รัฐบาลจึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มากำหนดยุทธศาสตร์การฟื้นฟูประเทศ โดยมีกรอบการดำเนินงาน เพื่อวางอนาคตของประเทศร่วมกัน เรียกความเชื่อมั่น ฟื้นความเชื่อถือ สร้างความมั่นคงและมั่งคั่งของประเทศกลับคืนมาในระยะยาวอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ โดยมีขอบเขตครอบคลุม 2 เรื่อง คือ การฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ การวางระบบการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ ผ่านกลไกการทำงาน ประกอบด้วย
(1) วางระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ และออกคำสั่งแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ชุดขึ้นมารับผิดชอบ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้วในการประชุมวันนี้ (วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน2554)
(2) กรอบระยะเวลาทำงานได้ขอให้แต่ละคณะนำเสนอกลับมายังคณะรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด


ในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ รัฐบาลได้เชิญ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานกรรมการ มีรองนายกรัฐมนตรี 2 ท่าน คือ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นกรรมการ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนหนึ่ง โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ขณะที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รัฐบาลได้เรียนเชิญ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นที่ปรึกษา โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความชำนาญในเรื่องการบริหารจัดการน้ำมาเป็นกรรมการ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม


พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลได้พยายามดำเนินการอย่างดีที่สุด เพื่อให้ประเทศก้าวสู่การเดินไปข้างหน้า คู่ขนานไปกับการแก้ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามทุกคนต้องช่วยกันผลักดันและจะต้องเตรียมตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา รัฐบาลสัญญาว่าจะเร่งดำเนินการเรียกความเชื่อมั่น และศรัทธาของประเทศกลับคืนมาโดยเร็วเพื่อนำพาประเทศก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง


ขณะที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า วิกฤติอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนชาวต่างประเทศที่อาจจะทบทวนการลงทุนในประเทศไทยและย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปที่อื่น ซึ่งหากเกิดขึ้นก็จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของประเทศในอนาคต ดังนั้นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ในเรื่องการวางระบบป้องกันน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำในช่วงต่อไปเท่านั้น แต่จะต้องให้ความมั่นใจในภาพรวมของเศรษฐกิจอย่างเชื่อมโยงกันในทุก ๆ ด้าน เช่น เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนของระบบการเงินการคลัง ศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โอกาสการลงทุนและการอำนวยความสะดวกในการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง ความมั่นคงด้านพลังงาน โอกาสในการขยายพื้นที่การลงทุนใหม่ ซึ่งอาจรวมถึงความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีการพัฒนาในพื้นที่ใกล้กับประเทศไทย เป็นต้น


อย่างไรก็ตามการลงทุนในทุกประเทศล้วนมีความเสี่ยง ทั้งจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติหรือปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งนักลงทุนก็จะพิจารณาว่าผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงแล้วเป็นอย่างไร คณะกรรมการชุดนี้จึงได้รับมอบหมายให้วางแผนการฟื้นฟูและพัฒนาประเทศที่คำนึงถึงความจำเป็นรอบด้านดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าหลังจากวิกฤตอุกทกภัยครั้งนี้ประเทศไทยจะกลับมาเป็นแหล่งลงทุนที่น่าลงทุนมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีต โดยคณะกรรมการชุดนี้จะทำงานอย่างประสานกันอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อให้เกิดการลงทุนที่เกิดประโยชน์มากที่สุดและมีวินัยการคลัง และสามารถอธิบายให้นักลงทุนมั่นใจทั้งสองด้าน คือ ด้านระบบบริหารจัดการน้ำและด้านศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ขณะเดียวกันการสื่อสารกับนักลงทุนถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง และต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้นักลงทุนทราบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในเดือนนี้ (พ.ย.) ในฐานะประธานของคณะกรรมการชุดนี้ก็จะเดินทางไปพบนักธุรกิจและนักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนที่สำคัญสำหรับประทศไทยและเป็นกลุ่มนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบอย่างมากในวิกฤติอุทกภัยครั้งนี้ เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่นักลงทุนเป็นห่วง และให้ความมั่นใจถึงภารกิจที่ รัฐบาลชุดนี้ได้มอบหมายให้กับกรรมการชุดนี้ และเร่งการวางกรอบการทำงานของคณะกรรมการเพื่อเสนอแนะยุทธศาสตร์ให้กับรัฐบาลอย่างเป็นขั้นตอนต่อไป


กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก




admin เมื่อ มกราคม 03 2012 01:44:13 · ปริ้นท์
มติ ครม. ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๔
วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554
๑. ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาการได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ .. พ.ศ. ....) ตามที่ ศธ.เสนอ และเห็นชอบในหลักการให้สำนักงบประมาณสนับสนุนงบประมาณเพื่อรองรับการกำหนดให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาได้รับเงินประจำตำแหน่งตามระบบบริหารงานบุคคลใหม่ให้กระทรวงศึกษาธิการ เป็นจำนวนเงิน ๙๔๐,๐๐๐ บาท

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาอาจได้รับเงินประจำตำแหน่งตามที่กำหนดในบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ เว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารตามที่กำหนดให้ได้รับตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.๒๕๓๘

กำหนดให้ตำแหน่งศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ได้รับเงินประจำตำแหน่งวิชาการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ ก.พ.อ. กำหนด

กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการชีพเฉพาะ (วช.) เฉพาะตำแหน่งที่กำหนด และประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ชช.) เฉพาะบุคคลที่ปฏิบัติงานโดยใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตามที่กำหนด

กำหนดให้ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาเขต ผู้อำนวยการกอง หรือหัวหน้าหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่ากองตามที่ ก.พ.อ. กำหนด ได้รับเงินประจำตำแหน่งผู้บริหาร

กำหนดให้ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอาจารย์และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และข้าราชการพลเรือนสามัญ และได้รับสิทธิประโยชน์ของตำแหน่งดังกล่าว ได้รับเงินประจำตำแหน่งตามที่กำหนด

๒. ครม.อนุมัติให้ ศธ.ดำเนินการโครงการเครือข่ายเพื่อการศึกษาแห่งชาติ (NEdNet) ภายในกรอบวงเงิน ๒,๙๘๔,๘๐๐,๐๐๐ บาท โดยให้ใช้จ่ายจากวงเงินเหลือจ่ายของโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.๒๕๕๒ แผนงานยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ทั้งระบบให้ทันสมัย สาขาการศึกษา โครงการพัฒนาและขยายเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อพัฒนาการศึกษา (UniNet) เพื่อรองรับการศึกษาทั้งระบบ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ และผูกพันงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.๒๕๕๖ โดยดำเนินการ แบ่งตามพื้นที่ ๕ พื้นที่/โซน ดังนี้

พื้นที่/โซนที่ ๑ ภาคเหนือ (N) ครอบคลุมโรงเรียนในจังหวัดภาคเหนือ จำนวน ๑,๓๑๖ แห่ง ในวงเงิน ๕๘๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท

พื้นที่/โซนที่ ๒ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (NEN) ครอบคลุมโรงเรียนในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จำนวน ๑,๖๑๐ แห่ง ในวงเงิน ๕๙๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท

พื้นที่/โซนที่ ๓ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (NES) ครอบคลุมโรงเรียนในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จำนวน ๑,๕๔๐ แห่ง ในวงเงิน ๕๖๖,๑๐๐,๐๐๐ บาท

พื้นที่/โซนที่ ๔ ภาคกลาง/ตะวันออก/ตะวันตก (C-E-W) ครอบคลุมโรงเรียนในจังหวัดภาคกลาง/ตะวันออก/ตะวันตก จำนวน ๑,๙๑๒ แห่ง ในวงเงิน ๗๐๓,๔๐๐,๐๐๐ บาท

พื้นที่/โซนที่ ๕ ภาคใต้ (S) ครอบคลุมโรงเรียนในจังหวัดภาคใต้ จำนวน ๑,๒๒๘ แห่ง ในวงเงิน ๕๔๒,๒๐๐,๐๐๐ บาท

๓. ครม.รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๒๙๖/๒๕๕๔ ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารนโยบาย ๑ คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ต่อ ๑ นักเรียน โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้

องค์ประกอบ ที่ปรึกษา ประกอบด้วยนายโอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษา/กรรมการ คณะกรรมการ มีดังนี้ รองนายกรัฐมนตรี (พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ) เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการ ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณอธิบดีกรมบัญชีกลาง นายอรพงศ์ เทียนเงิน นางอาภัททรา ศฤงคารินกุล นางสาวอรุณภรณ์ ลิ่มสกุล ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ประกอบด้วยปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นาวาอากาศเอก สุรพล นะวะมวัฒน์

อำนาจหน้าที่
๑) กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ สำหรับนโยบายคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเพื่อใช้ในโรงเรียนที่รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และการให้บริการเครือข่ายไร้สายสนับสนุน การใช้งานคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตในโรงเรียนตามนโยบายของรัฐบาล

๒) ดำเนินการบูรณาการงบประมาณและประสานการดำเนินงานร่วมกับส่วนราชการและ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถดำเนินงานตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อนำนโยบายคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตในโรงเรียน ซึ่งเป็นโครงการนำร่องไปสู่การปฏิบัติในระดับชาติ

๓) วางกรอบนโยบายเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่ได้กำหนดไว้ รวมทั้งกำกับและติดตามผลการดำเนินงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

๔) ให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือเอกสารหลักฐานจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงาน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ได้

๕) ปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

คณะอนุกรรมการ ให้มีคณะอนุกรรมการด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

๑) คณะอนุกรรมการด้านวิชาการ มีนายโอฬาร ไชยประวัติ เป็นประธานอนุกรรมการ โดยมีนายชินภัทร ภูมิรัตน นายวิรัตน์ พึ่งสาระ และนางสาวอรุณภรณ์ ลิ่มสกุล เป็นอนุกรรมการ

๒) คณะอนุกรรมการด้านการสรรหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต มีนายสุเมธ แย้มนุ่น เป็นประธานอนุกรรมการ โดยมีนาวาอากาศเอก สุรพล นะวะมวัฒน์ และผู้แทนศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เป็นอนุกรรมการ

๓) คณะอนุกรรมการประสานงานโครงข่าย เทคโนโลยี และการสื่อสารสารสนเทศ มีนายสุเมธ แย้มนุ่น เป็นประธานอนุกรรมการ โดยมีนายศักดิ์ เสกขุนทด นางอาภัททรา ศฤงคารินกุล เป็นอนุกรรมการ

๔) คณะอนุกรรมการด้านความเหมาะสมและความปลอดภัยในการเข้าถึงข้อมูล มีนางสาวศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เป็นประธานอนุกรรมการ โดยมีพลตำรวจตรี ประวุฒิ ถาวรศิริ และพันตำรวจเอก ญาณพล ยั่งยืน เป็นอนุกรรมการ

นอกจากนี้ ให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำหน้าที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานตามนโยบายของคณะกรรมการฯ สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอื่นๆ ที่จำเป็นโดยให้เบิกจ่ายจาก ศธ. ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไป

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

admin เมื่อ ธันวาคม 29 2011 12:36:36 0คำติ-ชม · 76 อ่านแล้ว · ปริ้นท์
ดาวน์โหลดเกณฑ์สอบที่นี่

admin เมื่อ ธันวาคม 28 2011 22:19:34 · ปริ้นท์
๑ อำเภอ ๑ ทุน รุ่นที่ ๓
ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๓๔๗/๒๕๕๔


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางบุญรื่น ศรีธเรศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายชาญวิทย์ ไกรฤกษ์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และผู้บริหารระดับสูง ศธ. ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน รุ่นที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๔ ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ.กล่าวว่า โครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน รุ่นที่ ๓ เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง ศธ. กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ที่ต้องการให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่าสายสามัญและสายอาชีพ ที่เรียนดีและมีฐานะยากจน ได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเองและท้องถิ่น รวมทั้งตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ซึ่งในรุ่นที่ ๓ จะมีความพิเศษจากรุ่นอื่นในหลายประการ ดังนี้


· การอบรมก่อนการเดินทาง เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนในเรื่องของข้อมูลประเทศที่จะเดินทางไปเรียน ทั้งในด้านภาษา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสปรับตัว สร้างความเข้าใจกับประเทศนั้นๆ และยังช่วยในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงสาขาวิชา หรือประเทศที่จะไปเรียนได้ล่วงหน้า อีกทั้งเป็นการลดเวลาเรียนภาษาในขณะที่เดินทางไปเรียนแล้วด้วย

· เพิ่มประเทศทางเลือกใหม่อีก ๑๗ ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา ชิลี เม็กซิโก บราซิล เบลเยียม ฮังการี โปรตุเกส ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย และแอฟริกา ซึ่งจากเดิม ๑๘ ประเทศ (ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน สเปน ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ อียิปต์ และไทย) ทำให้นักเรียนรุ่นที่ ๓ มีประเทศทางเลือกให้ไปเรียนทั้งหมด ๓๕ ประเทศ ที่เน้นใน ๕ กลุ่มสาขาวิชา คือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ความคิดสร้างสรรค์ บริหารจัดการและวิชาชีพเฉพาะ โดยประเทศทางเลือกใหม่เป็นประเทศเป้าหมายที่จะเป็นคู่ค้าสำคัญกับไทยในอนาคต และยังเป็นประเทศที่มีมหาวิทยาลัยระดับโลก ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถอบรมและให้ความรู้ตามความถนัดของแต่ละประเทศได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์


· เปิดโอกาสให้นักเรียนที่ใช้ทุนส่วนตัวเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน ๔๖๔ คน โดย ศธ.จะเป็นผู้ดูแล ประสานงาน อำนวยความสะดวกให้เช่นเดียวกับนักเรียนโครงการฯ และเรียนในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ๒๕๕๕ ของ ศธ. เพียงแต่จะต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง โดย ศธ.จะช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาชีพภายหลังจบการศึกษา ซึ่งจะเป็นอาชีพที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ ศธ.เพื่อให้เป็นไปตามแผนการพัฒนาอัตรากำลังคน

· จัดเจ้าหน้าที่ดูแลและประสานงานตั้งแต่ก่อนเดินทางจนกระทั่งจบการศึกษา เนื่องจากที่ผ่านมามีการประสานงานเฉพาะก่อนการเดินทางและหลังจากจบการศึกษาเท่านั้น ทำให้ขาดความต่อเนื่อง
แต่ในรุ่นที่ ๓ ศธ.จะจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลประสานงาน และเมื่อจบการศึกษา ศธ.จะรับเข้าบรรจุ
เป็นข้าราชการของ ศธ.ในตำแหน่งการวางแผนยุทธศาสตร์


รมว.ศธ.เปิดเผยถึงปฏิทินการดำเนินงานโครงการฯ รุ่นที่ ๓ ด้วยว่า ได้กำหนดเปิดรับสมัครผู้ขอรับทุนและผู้เข้าร่วมโครงการโดยใช้ทุนส่วนตัว ในวันที่ ๙-๓๑ มกราคม ๒๕๕๕ โดยผู้สมัครจะต้องมีคะแนนเฉลี่ย ๓.๐๐ ขึ้นไป สามารถขอรับใบสมัครและยื่นใบสมัครได้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาที่สถานศึกษาตั้งอยู่ โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบข้อเขียนในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ และกำหนดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ โดยใช้ข้อสอบกลาง ซึ่งคณะกรรมการจัดทำข้อสอบจะกำหนดให้มีการทดสอบนักเรียนในทุกด้าน จากนั้นคาดว่าจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ได้รับทุนของอำเภอ/เขต และผู้เข้าร่วมโครงการ ได้ภายในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๕

นวรัตน์ รามสูต
บัลลังก์ โรหิตเสถียร
สรุป/รายงาน



ขอบคุณที่มา : ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

admin เมื่อ ธันวาคม 27 2011 00:54:26 0คำติ-ชม · 104 อ่านแล้ว · ปริ้นท์
คอลัมน์: สถานีก.ค.ศ. โดย ศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการ ก.ค.ศ.
สถานี ก.ค.ศ.ฉบับวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2554 ได้นำเสนอสาระสำคัญของหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหารองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการ สถานศึกษาที่ ก.ค.ศ.กำหนดใหม่สำหรับพื้นที่ปกติไปแล้วฉบับนี้จะขอนำเสนอหลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหารองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) ในประเด็นสำคัญๆ สรุปโดยย่อ ดังนี้

วิธีการสรรหา มี 2 วิธี คือ การสอบคัดเลือก และคัดเลือก ผู้สมัครสอบคัดเลือกต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานตำแหน่ง สำหรับผู้สมัครคัดเลือกต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานตำแหน่งและบวกเพิ่มประสบการณ์

หลักสูตรการประเมิน ทั้งกลุ่มสอบคัดเลือก และกลุ่มคัดเลือก
ประกอบด้วย 2 ภาค คือ ภาค ก และภาค ข โดย

กลุ่มสอบคัดเลือก
ภาค ก ประเมินสมรรถนะทางการบริหาร ความรู้ทั่วไป และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ภาค ข ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง 2 ส่วน คือ ประเมินประวัติ วิสัยทัศน์ แนวคิด วิธีการ และข้อเสนอในการพัฒนาสถานศึกษา และสัมภาษณ์

กลุ่มคัดเลือก ภาค ก ประเมินจากผลงานที่ประสบความสำเร็จ ภาคข ประเมินความเหมาะสมกับตำแหน่ง 2 ส่วน คือ ประเมินประวัติ วิสัยทัศน์แนวคิด วิธีการ และข้อเสนอในการพัฒนาสถานศึกษา และสัมภาษณ์

เกณฑ์การตัดสิน คะแนนในแต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60

ผู้รับผิดชอบการประเมิน ภาค ก ภาค ข ทั้งกลุ่มสอบและกลุ่มคัดเลือก ให้อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการประเมินทั้ง 2 ภาค แต่ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานออกข้อสอบสำหรับการประเมินภาค ก

การประเมินให้ประเมินพร้อมกันทั้งกลุ่มสอบคัดเลือกและกลุ่มคัดเลือกโดย อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษากำหนดสัดส่วนตำแหน่งว่างที่จะใช้บรรจุและแต่งตั้ง กลุ่มสอบคัดเลือกร้อยละ 30 และกลุ่มคัดเลือกร้อยละ 70 กรณีที่กำหนดสัดส่วนแตกต่างจากที่กำหนดให้เสนอส่วนราชการพิจารณา ทั้งนี้ ผู้สมัครเข้ารับการประเมิน จะต้องสมัครสอบคัดเลือก หรือคัดเลือกเพียงอย่างเดียว

การประกาศขึ้นบัญชีผู้ได้รับคัดเลือก แยกเป็น 2 บัญชี คือ บัญชีสอบคัดเลือก และบัญชีคัดเลือกผู้ที่ได้รับคัดเลือกเมื่อเข้ารับการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนดแล้ว จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามจำนวนตำแหน่งว่างที่ประกาศรับสมัครของแต่ละกลุ่ม หลังจากบรรจุและแต่งตั้งแล้วให้นำรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกที่เหลือของทั้ง 2 กลุ่ม มาจัดเรียงลำดับที่ใหม่ตามลำดับคะแนนผลการประเมินภาค ข จากมากไปหาน้อยเป็นบัญชีผู้ได้รับคัดเลือกบัญชีรวมบัญชีเดียว เพื่อใช้บรรจุและแต่งตั้งต่อไป และมีอายุการขึ้นบัญชี 2 ปี นับจากวันประกาศขึ้นบัญชีรวม

สำหรับส่วนราชการอื่น (ที่มีฐานะเป็นกรม) นอกจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ.ตั้งในส่วนราชการเป็นผู้ดำเนินการทั้งภาค ก และ ภาค ข

หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหารองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ ก.ค.ศ.กำหนดใหม่ทั้งในพื้นที่ปกติ และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาสปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัด สงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อยอำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) จะมีผลใช้บังคับในเดือนมกราคม 2555 ถือเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับเพื่อนข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล) ในฐานะประธาน ก.ค.ศ.


ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

admin เมื่อ ธันวาคม 20 2011 04:36:58 0คำติ-ชม · 108 อ่านแล้ว · ปริ้นท์
หน้า 1 จาก 27 1 2 3 4 > >>
WIN-WINนำชัยทุกสนามสอบ
แนะนำวิทยากร
ล็อกอิน
ชื่อ

รหัสผ่าน



ถ้าคุณไม่ใช่สมาชิก
สมัครที่นี่

ถ้าลืมรหัสผ่าน
สามารถขอใหม่ได้ที่นี่.
edu_minister@Twitter
สถานที่อบรม
โรงแรมอิมพีเรียลสกล
โรงแรมลีลาวดี
โรงแรมสาเกตนคร
โรงแรมเพชรเกษม
โรงแรมนิภาการ์เด้น
โรงแรมศิรินาถการ์เด้น
โรงแรมไดอิชิ
โรงแรมเทวราช
โรงแรมสีหารา
โรงแรมปทุมรัตน์
ตารางติวเข้ม

แนะนำ
เพื่อนบ้าน2






ติวออนไลน์กับWIN-WIN

WIN-WIN
kruthailand

โฆษณาหน้าของคุณด้วยเลยสิ



View shoutbox
www.kruthailand.net
เว็บไซต์เพื่อการศึกษา สำหรับครู และบุคลากรทางการศึกษาทั่วไทย
ชมรมพัฒนาวิชาชีพครูและผู้บริหารเพื่อการปฏิรูปการศึกษาแห่งประเทศไทย
เว็บมาสเตอร์ : พรชัย นาชัยเวียง joe_pornchai@hotmail.com
Tel : 089-2772941 , 086-1850295, 054-792905